วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2562

พิธีชงชาแบบญี่ปุ่น

พิธีชงชา






หากอยากลองสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบถึงแก่นแท้ ต้องมาลองเข้าร่วม ”พิธีชงชา”
เรือนชงชาหรือห้องชงชานั้นเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อที่แสดงวัฒนธรรมแบบ “Wa” ของญี่ปุ่น พิธีชงชาของญี่ปุ่นถูกรังสรรค์ขึ้นโดยแฝงสัญลักษณ์ต่างๆที่แสดงเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นไว้มากมาย เช่น เรือนชงชาที่ทำจากไม้ไผ่ ไม้ และกระดาษแบบญี่ปุ่น จนไปถึงอาหารจานเล็กๆและศิลปะของจานที่อย่างเข้ากันอย่างดี ซึ่งเรียกว่า Kaiseki องค์ประกอบแต่ละอย่างนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นญี่ปุ่นในแบบดั้งเดิม
วัฒนธรรมการชงชาคืออะไร



ย้อนกลับไปสมัยนารา กล่าวกันว่าญี่ปุ่นเริ่มมีการนำเข้าชาจากจีนในสมัยนั้น
ในช่วงสมัยคามาคุระ วัฒนธรรมการดื่มชาเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น หลังจากพระนิกายเซนนามว่า Eisai ได้เขียนหนังสือชื่อ “Kissai Yojo-ki” บอกเล่าประโยชน์ของการดื่มชา จึงทำให้เห็นประโยชน์ของชาในฐานะที่เป็นยาอย่างหนึ่ง จากนั้นการดื่มชากลายมาเป็นวัฒนธรรมพิเศษมากยิ่งขึ้นในสมัยมุโรมะชิ ทำให้มีการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ในการชงชาและมีการพัฒนาสถาปัตยกรรมแบบ “Shoin” อันเป็นจุดกำเนิดของเรือนชงชาที่เราเห็นกันอย่างในปัจจุบัน “Tatemae” นั้นถือเป็นธรรมเนียมที่สำคัญในพิธีชงชา โดยมีรากฐานมากจากปรัชญาของเซน ในสมัยอะซึชิ-โมโมยะมะ ช่วงศตวรรษที่ 15 พระ Sen no Rikyuได้พัฒนาปรัชญาแห่งการชงชาจนกลายมาเป็น “wabi-cha” ที่แฝงศิลปะแห่งความเรียบง่ายในแบบญี่ปุ่น

อุปกรณ์ในพิธีชงชา

อุปกรณ์ในพิธีชงชา
・อุปกรณ์ที่สำคัญในพิธีชงชา ตามด้างล่างนี้ ผ้า2ชั้นที่ไว้คลุมและเช่นทำความสะอาดอุปกรณ์
・กระดาษ “ไคชิ” กระดาษญี่ปุ่นไว้รองขนมหวาน ใช้แทนจาน
 เมื่อดื่มชาหมดแล้ว ให้ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ เช็ดขอบถ้วยชา แล้วจึงใช้นิ้วนั้นเช็ดที่กระดาษไคชิ เพื่อทำความสะอาด
 ในกรณีที่ชาเข้มข้น ใช้กระดาษไคชิปาดตรงขอบถ้วยชา
 อีกทั้งหากทานขนมหวานไม่หมด สามารถใช้กระดาษไคชิห่อขนมที่ทานเหลือได้
・นัทสึเมะ โถใส่ผงชามัตฉะ 
・ชะอิเระ โถใส่ชา ทำมาจากเซรามิก
・ชะฉะคุ ช้อนตักชา โดยทั่วไปทำจากไม้ไผ่ มีลักษณะยาว ปลายแหลมเล็ก
・ชะเซน อุปกรณ์ที่คนชาให้เข้ากัน โดยการเติมน้ำร้อนลงในถ้วยชา แล้วใช้ชะเซนคนลงตรงกลางถ้วย คนให้ผงชาละลายจนทั่ว
・ชะคิง ผ้าที่ทำจากป่าน ไว้เช็ดทำความสะอาดถ้วยชา
・ชะวัง ถ้วยชาที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ แตกต่างขึ้นอยู่กับฤดูและพิธี
・ฮิชะคุ อุปกรณ์ไว้ตักน้ำชงชา ในฤดูร้อนจะมีขนาดเล็ก ในฤดูหนาวจะมีขนาดใหญ่ ขนาดแตกต่างกันไปตามฤดู
・ชะคะมะ กาน้ำสำหรับต้มน้ำใส่ชา
・ภาพแขวนผนัง จะเป็นภาพวาดหรือตัวอักษรก็ได้ จะแขวนไว้ที่ “โทโคโนมะ”(เป็นส่วนที่ยกขึ้นสูงเล็กน้อย ไว้ประดับภาพแขวน หรือ วางแจกันดอกไม้ ) ในห้องชงชา
・แจกันดอกไม้ ไว้สำหรับตกแต่งดอกไม้ จะวางประดับไว้ที่ “โทโคโนมะ”เช่นกัน
 

ขั้นตอน

ขั้นตอน
แนวคิดพิธีชงชานั้นได้จัดขั้นตอนการชงตามแบบฉบับของตัวเอง โดยจะใช้คำว่า “เทะมะเอะ” ในพิธีชงชาต่อไปนี้จะแนะนำขั้นตอนทั่วไปโดยจะจัดขึ้นตามโดยไม่จำกัดช่วงเวลา 
1.ใช้ชะฉะคุ ตักผงชาจากโถใส่ชาลงในถ้วยชา
2.ใช้กระบวยตักน้ำ ตักน้ำร้อนใส่ถ้วยชา
3.ใช้ชะเซนคนชาให้เข้ากัน
4.สำหรับแขกผู้ดื่มชา จะจับถ้วยชาด้วยมือขวา โดยแบมือซ้ายเพื่อวางถ้วยชา
5.โดยการหมุนถ้วยชาไปตามเข็มนาฬิกา แล้วค่อยดื่ม
6.หลังจากดื่มชาแล้ว เช็ดขอบถ้วยตรงบริเวณที่ดืม แล้วหมุนถ้วยขาทวนเข็มนาฬิกา 3ครั้ง แล้วจึงวางถ้วยชาเพื่อส่งคืน

 ข้อมูลจาก 
https://livejapan.com/th/article-a0000304/



วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ด้านมืด ของสังคมญ่ี่ปุ่น ที่คุณอาจไม่รู้

ด้านมืด ของสังคมญ่ี่ปุ่น ที่คุณอาจไม่รู้





"คนนอก" กลุ่มคนที่ญี่ปุ่น "ปฏิเสธ"

แม้ว่าหน้าตาและสำเนียงการพูดจะเหมือนญี่ปุ่นมาก แต่เมื่อคนญี่ปุ่นรู้ว่าตนเป็นต่างด้าวก็จะถูกเลือกปฏิบัติ แม้ว่าตนเองเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นที่ไม่ได้อยู่อาศัยในญี่ปุ่นก็รู้สึกได้ ส่วนการให้บริการต่างๆ ในทางธุรกิจ ญี่ปุ่นจะไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งสถานีรถไฟ โรงแรม ภัตตาคาร เพราะถือเป็นมาตรฐานการให้บริการของญี่ปุ่นที่ปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนๆ กัน ฉะนั้น ถ้าแค่ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็จะไม่รู้สึกถึงเรื่องนี้และรู้สึกประทับใจด้วย แต่เมื่อต้องไปอยู่และถูกปฏิบัติแบบเป็นส่วนตัว หรือตามร้านค้าแถวบ้านก็อาจรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ



"อีกประเด็นที่ทำให้คนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นไม่ระแคะระคายในประเด็นนี้คือสังคมญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความกังวลเรื่องสิทธิมนุษยชนเรื่องวัฒนธรรมต่างๆที่เป็นสากลนิยมแต่ต้องยอมรับว่าบางเรื่องภายในของคนญี่ปุ่นก็ยังมีเรื่องที่เขายอมรับไม่ได้เพียงแต่เขารู้ว่าต้องแสดงออกอย่างไรไม่ให้ถูกติเตียนในทางสากลแต่เราก็ห้ามไม่ให้คนญี่ปุ่นไม่คิด หรือยอมรับเรื่องเหล่านี้ (การเหยียดลูกครึ่ง) ก็คงไม่ได้"

"เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงเกิดขึ้นโดยที่เรามองไม่เห็น มันไม่ออกมาในที่แจ้ง ในที่สาธารณะ มันผ่านการดูหมิ่นดูแคลนจากข้างในของเขา และมีการปฏิบัติต่อเรื่องพวกนี้แบบเนียนๆ  คือเขาก็ให้สิทธิพื้นฐานคนเหล่านี้อย่างเท่าเทียม แต่มีการเลือกปฏิบัติได้น่ากลัวมากๆ"





ถ้าไม่ยอมรับ "ไม่มีวันมีตัวตน" ในญี่ปุ่น

กรณีที่สังคมญี่ปุ่น โดยเฉพาะในโรงเรียนมีการกลั่นแกล้งลูกครึ่ง และไม่ยอมรับพวกเขา จนกระทั่งกลุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวว่า พวกเขาไม่เคยรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นนับพวกเขารวมอยู่ในสังคมเลย า การที่ลูกครึ่งในญี่ปุ่นรู้สึกเช่นนั้น เพราะการกลั่นแกล้งลูกครึ่งของญี่ปุ่นไม่ได้หมายความถึงการกระทำทางร่างกาย แต่คือ "การเพิกเฉย" จนทำให้ลูกครึ่งเหล่านั้นแปลกแยก

"ญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่น่ากลัวอยู่อย่างหนึ่งคือเขามีวิธีการที่จะเพิกเฉยเรื่องนั้นๆ หรือตัดคนออกจากวงสังคมไปเป็นคนนอกได้ในวิถีชีวิตประจำวันและสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการกลั่นแกล้งคนๆหนึ่งในโรงเรียนที่ทำงานหรือชุมชน ก็คือการทำให้เขาเหล่านั้นไม่มีตัวตนนั่นเอง ซึ่งก็คือการเพิกเฉย นั่นคือการกลั่นแกล้งอย่างหนึ่งที่คนญี่ปุ่นทำกัน"







สังคมซับซ้อน "ย้อนแย้งสูง"

 เขามีวิถีชีวิตประจำวันปกติ กับชีวิตที่ไม่ใช่วิถีชีวิตประจำวันไม่ปกติ อย่างเรื่องงานเทศกาลต่างๆ หรือในวงการบันเทิง คนญี่ปุ่นก็ชอบทำอะไรบ้าๆ บอๆ ไม่ต้องแคร์อะไร เช่น ใส่เตี่ยวผืนเดียวลงน้ำ เป็นต้น ฉะนั้น เรื่องในวงการบันเทิง คนญี่ปุ่นจะมองว่ามันเป็นชีวิตที่ไม่ใช่วิถีชีวิตประจำวันไม่ปกติ ลูกครึ่งเหล่านั้นก็อาจได้รับการยกเว้นไป แต่ถ้ากลับมาอยู่ในวิถีชีวิตปกติ คนญี่ปุ่นก็จะกลับมาสู่การเป็นอนุรักษ์นิยม และกลับมาเกาะกลุ่มอยู่ในคนพวกเดียวกันเหมือนเดิม หรือต่อต้านคนแตกต่างเช่นเดิม"

คนญี่ปุ่นสมัยใหม่อายุราว 20 กว่าปี ก็ยังมีความคิดเรื่องเหยียดเชื้อชาติฝังอยู่ตลอดเวลา อีกปัจจัยคือ คนญี่ปุ่นมีความคิดว่า ตนเองเหนือคนอื่น จึงภาคภูมิในตนเองสูงมากๆ แต่จริงๆ หลังจากเศรษฐกิจฟองสบู่ ญี่ปุ่นอาจมีความรู้สึกว่าตัวเองเหนือคนอื่นลดน้อยลง



ญี่ปุ่นไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น "เอเชีย" 

อรรถเล่าว่า อีกประเด็นที่คนไทย ควรต้องทำความเข้าใจคนญี่ปุ่น ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของการเหยียดคนต่างชาติคือ ญี่ปุ่นไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเอเชีย แต่จะให้คุณค่ากับชาวตะวันตกมากกว่า คนญี่ปุ่นจะมีปมบางอย่างที่เคารพคนตะวันตกมากกว่า เช่น คนญี่ปุ่นรู้สึกว่าตนแพ้อเมริกา ไม่ได้หรูหรารสนิยมเท่าฝรั่งเศส ญี่ปุ่นไม่ได้รุ่มรวยทางอาหารเท่าอิตาลี แต่ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็จะกดคนเอเชีย โดยจะไม่รวมตัวเองเข้ากับคนเอเชีย และเรียกวัฒนธรรมและชนชาติในเอเชียโดยรวมว่า "พวกเอเชีย" หรือ "อาหารเอเชีย" ขณะที่เรียกชาติตะวันตกแยกตามประเทศต่างๆ

"เขาจะคิดว่าทั้งวัฒนธรรมและอาหารของชาติเอเชียนั้นเป็นวัฒนธรรมรวมๆกันของเอเชียเช่นอาหารไทย กัมพูชา เกาหลี จีน เขาจะถือว่าเป็นอาหารเอเชีย แต่ถ้าอาหารอิตาลีเรียกว่า อาหารอิตาลี อาหารฝรั่งเศส ก็เรียกแยกเป็น อาหารฝรั่งเศส"






ไม่ง่าย! เป็น "นักเรียนต่างชาติ" ในญี่ปุ่น 

นอกจากการไม่ยอมรับลูกครึ่งในญี่ปุ่นแล้ว ญี่ปุ่นยังเลือกปฏิบัติต่อชาวต่างชาติในญี่ปุ่นด้วย 

กูรูญี่ปุ่น เล่าว่า นักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่นเป็นพลเมืองชั้นสอง ถ้าไปเป็นนักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่นจะรู้สึกได้ชัดเจน เช่น การหาบ้านเช่าของนักเรียนต่างชาติญี่ปุ่นก็เป็นเรื่องลำบาก เพราะนักเรียนต่างชาติต้องทำบัตรชาวต่างด้าวในญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยรับชาวต่างด้าวให้เช่าบ้านเพราะคนญี่ปุ่นมีความคิดว่าคนต่างด้าวชอบก่อเรื่องไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตามเช่นคิดว่าชาวต่างด้าวอาจทำเสียงดังและไม่ทำตามระเบียบสังคมญี่ปุ่นฉะนั้นจะใช้เวลานานมากที่จะหาบ้านให้เช่าได้สักหลังสำหรับนักเรียนต่างด้าว 

"ชาวต่างด้าวต้องขึ้นทะเบียนในญี่ปุ่นด้วยการปั๊มลายนิ้วมือ ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าทำไมคุณต้องเก็บลายนิ้วมือคนต่างชาติ เพราะสังคมญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เคารพเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมด้านข้อมูลมาก คนญี่ปุ่นเองนั้นไม่มีบัตรประชาชน เขาจะใช้ทะเบียนบ้าน บัตรนักเรียน บัตรพนักงาน หรือพาสปอร์ตในการทำธุรกรรม"



ในญี่ปุ่น "เกาหลี" อยู่ยาก! 

"ญี่ปุ่นจะมีข้อฝังใจกับเกาหลีค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องการเมืองในประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลก เคยมีกรณีที่เป็นข่าว ในญี่ปุ่นจะมีโรงเรียนสำหรับชาวเกาหลีที่มีเครื่องแบบนักเรียนคล้ายชุดประจำชาติเกาหลีที่ถูกนำมาตัดมาดัดแปลงเป็นเครื่องแบบนักเรียนเด็กเหล่านี้เคยมีข่าวถูกลวนลามบนรถไฟและเคยมีกรณีว่าเด็กที่ใส่ชุดนี้ถูกหินเขวี้ยงใส่กรณีอย่างนี้มีคนคิดว่าไม่เป็นไรเพราะพวกเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง แต่มันจะเป็นข่าวที่ญี่ปุ่นพยายามไม่ให้มันผุดขึ้นมา เพราะญี่ปุ่นคิดว่าเป็นความน่าอับอาย แต่ก็เป็นที่รู้กันในหมู่คนเกาหลีในญี่ปุ่นที่โกรธแค้นต่อเรื่องเหล่านี้ 

มีบางกลุ่มที่พยายามพูดปัญหาเรื่องวิกฤตของชาวเกาหลีรุ่น 2 ในญี่ปุ่นเหล่านี้ แต่เป็นส่วนน้อย บางรายการโทรทัศน์ นิตยสาร วารสาร หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยชึ้นนำที่เป็นคนเกาหลีในญี่ปุ่นพยายามพูดถึงปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้คนเกาหลีญี่ปุ่นได้รับการยอมรับ และคนเกาหลีเหล่านี้มักจะแต่งงานกับชาวเกาหลีรุ่น 2 ด้วยกันมากกว่า ถ้าจะแต่งกับคนญี่ปุ่นด้วยกัน ก็ต้องเป็นครอบครัวที่เปิดกว้างมากๆ




เหยียบ "มุมมืด" ไว้ให้มิดชิด

กูรูญี่ปุ่นเล่าถึงการปกปิดประเด็นจัณฑาลจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า ตนเคยเป็นล่ามเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ซึ่งต้องมีการเจรจาต่อรองกับกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และไทยจะเจาะตลาดต่อรองได้เกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม มีทั้งมากบ้าง น้อยบ้าง แต่มีอุตสาหกรรมกลุ่มหนึ่งที่ไทยไม่เคยสามารถเจาะได้เลยคือ กลุ่มอุตสาหกรรมการทำกระเป๋าและรองเท้า ซึ่งเป็นเครื่องหนัง และที่ไม่เคยได้รับโควต้าใดๆ จากกลุ่มอุตสาหกรรมนี้เลย ในระหว่างการเจรจารัฐบาลญี่ปุ่นจะข้ามหัวข้อกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ไป โดยทางเอกชนและรัฐบาลไทยก็พยายามมากที่จะต่อรองกับกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ จนฝ่ายไทยมีการตั้งคำถามมากๆ ว่า ทำไมเจาะกลุ่มนี้ไม่ได้ กระทั่งต้องมีกระซิบบอกเจ้าหน้าที่ถึงปัญหาเรื่องทางมนุษยวิทยาและสังคมของญี่ปุ่น เรื่องจัณฑาลนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวมากๆ และญี่ปุ่นไม่สามารถบอกเหตุผลตรงๆ ได้ เพราะเรื่องนี้น่าอับอาย รัฐบาลญี่ปุ่นอยากจะปกป้องผลประโยชน์ให้กลุ่มคนพวกนี้ เนื่องจากในสังคมของเขา คนเหล่านี้ไม่ได้รับความเท่าเทียมกันทางสังคมอยู่แล้ว จึงอยากชดใช้ให้ได้ประโยชน์เหล่านี้ 

"เรื่องแบบนี้ ญี่ปุ่นไม่สามารถพูดได้ แม้รู้อยู่เต็มอก ต้องปกปิดเอาไว้ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เหมือนมีประชาธิปไตย และเหมือนจะไม่มีปัญหาทางด้านชนชั้นที่ไม่เท่าเทียม เรื่องนี้อ่อนไหวมาก เหมือนเป็นแผลทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่มีมานานและต้องปกปิด" กูรูญี่ปุ่นแชร์ประสบการณ์



อาชีพอิสระไม่เป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่ "ฮิปสเตอร์ญี่ปุ่น" !


กูรูญี่ปุ่น ขยายประเด็นไปสู่การเพิ่มกลุ่มคนที่ถูกเหยียดในสังคมญี่ปุ่นถูกสร้างขึ้นใหม่เรื่อยๆ ล่าสุด มีการสร้างชนชั้นใหม่ๆ ที่เหยียดกันเกิดขึ้นเรียกว่าพวก "นีโตะ" ซึ่งเป็นผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้ว เป็นผู้ใหญ่เต็มวัย แต่ล่องลอยไปเรื่อย ไม่มีงานทำจริงจัง หรือรับจ้างทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ใช่งานประจำ หรือถ้าเป็นฟรีแลนซ์ที่ไม่ได้ขึ้นมาเป็นนักวาดการ์ตูนชื่อดังก็อาจถูกจัดว่าเป็นพวก "นีโตะ" เช่นกัน 

"ถ้าเป็นเมืองไทย เราเจอคนแบบนี้ก็จะถูกจัดว่า อุ๊ย! นี่ฮิปสเตอร์ เก๋ มีวิถีของตัวเอง แต่กับสังคมญี่ปุ่นก็จะคิดว่าไม่ได้เป็นพวกอยู่ในระบบ ก็กลายเป็นพวกที่ถูกเหยียดขึ้นมาในสังคมญี่ปุ่น หรือพวกที่ไม่ได้อยู่ในระบบ อีกพวกที่ถูกเหยียดคือพวกโฮมเลส เพราะในญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้มาเป็นเพราะความยากจน แต่เขาเป็นคนที่ไม่สามารถจะอยู่ในระบบสังคมหรือการทำงานของญี่ปุ่นได้ พวกเขาล้มเหลวในการใช้ชีวิตในระบบญี่ปุ่น บางคนก็มีครอบครัวแล้ว มีงานทำแล้ว แต่หนีออกมาใช้ชีวิตแบบโฮมเลสและจะถูกปฏิบัติอีกแบบจากสังคมญี่ปุ่นซึ่งเป็นปัญหาที่ญี่ปุ่นพยายามปกปิด แต่เรื่องนี้ก็เห็นได้ง่าย เพราะโฮมเลสก็มีอยู่ทั่วไปตามสวนสาธารณะในญี่ปุ่น"




















อ้างอิงข้อมูลจาก  https://pantip.com/topic/33810266






วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

CITES ย่อมาจาก?

CITES ย่อมาจาก?



        CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) คือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชพรรณจากป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เพื่อปกป้องและคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชพรรณป่าจากการใช้ประโยชน์เพื่อการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นมากจนอาจทำให้สัตว์และพืชบางชนิดสูญพันธุ์ได้ ปัจจุบันมีประเทศที่เป็นสมาชิกอนุสัญญา CITES ทั้งสิ้น 152 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยซึ่งเข้าเป็นประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญา CITES เมื่อปี พ.ศ. 2526

     ภายใต้อนุสัญญา CITES ประเทศสมาชิกต้องจัดให้มีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ใช้บังคับตามข้อกำหนดของอนุสัญญา โดยการห้ามทำการค้าพันธุ์พืชและสัตว์ที่เป็นการละเมิดอนุสัญญา CITES และมีการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอนุสัญญา CITES จะประชุมกันในทุก 2 ปี เพื่อทบทวนการนำข้อบังคับของ CITES ไปใช้ ตลอดจนเพื่อทบทวนความเหมาะสมของบัญชีสัตว์และพืชที่อยู่ในอนุสัญญาด้วย

     สำหรับบัญชีพืชและสัตว์ตามข้อกำหนดของอนุสัญญา CITES (Appendix) สามารถจำแนกตามความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ดังนี้ Appendix I เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่ใกล้สูญพันธุ์และอาจสูญพันธุ์ได้หากยังนำมาค้าขายกันอยู่ เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี กล้วยไม้เอื้องปากนกแก้ว เป็นต้น การค้าสัตว์หรือพืชที่ใกล้สูญพันธุ์มีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากจนอาจเรียกได้ว่าเป็นบัญชีสัตว์หรือพืชที่ห้ามทำการค้าขายกันโดยปริยาย เว้นแต่เป็นการขยายพันธุ์หรือ เพาะพันธุ์เพื่อการศึกษาและวิจัยเท่านั้น

     Appendix II เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่เหลือค่อนข้างน้อยแต่ยังไม่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นปรง ต้นพญาไร้ใบ ต้นกฤษณา เป็นต้น สัตว์หรือพืชในบัญชีนี้ได้รับอนุญาตให้มีการค้าขายได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการควบคุมที่เข้มงวด อาจสูญพันธุ์ได้ในที่สุด

     Appendix III เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศเห็นว่ามีความจำเป็นต้องให้ความคุ้มครอง จึงขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกอื่นให้ช่วยควบคุมการค้าพืชหรือสัตว์พันธุ์นั้นๆ ด้วย เช่น การควบคุมการค้ามะเมื่อยจากประเทศเนปาล การควบคุมการค้านกขุนทองจากประเทศไทย เป็นต้น

     ในการเสนอพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์บรรจุเข้าในบัญชีตามอนุสัญญา CITES นั้น พืชหรือสัตว์พันธุ์ที่เสนอนั้นต้องยังมีการซื้อขายระหว่างประเทศ และประเทศที่มีพืชหรือสัตว์พันธุ์นั้นอยู่ต้องการให้ประเทศภาคีช่วยควบคุมดูแลมิให้มีการทำการค้าพืชหรือสัตว์พันธุ์นั้นมากจนเกินไป นอกจากนี้ การย้ายรายชื่อพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ข้ามบัญชีหรือการถอดถอนรายชื่อออกจากบัญชีสามารถทำได้ในกรณีที่จำนวนประชากรพืชหรือสัตว์นั้น มีมากพอที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากอนุสัญญา CITES อีกต่อไป







กรณีของประเทศไทย

      ในกรณีของประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งสัตว์ป่าและพืชพรรณป่าหายากเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็มีการค้าพันธุ์พืชป่าและสัตว์ป่าหายากเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและนอกประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งให้ความคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชพรรณป่าที่ใกล้สูญพันธุ์เหล่านั้นอย่างจริงจัง โดยมีแนวทางดังนี้

แนวทาง
1. วางกฎเกณฑ์ปฏิบัติอย่างชัดเจนสำหรับการห้ามค้าพืชและสัตว์ภายใต้อนุสัญญา CITES เพื่อให้การคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชพรรณป่าได้ผลอย่างจริงจัง

2. กำหนดบทลงโทษแก่ผู้กระทำผิดอย่างสมเหตุสมผลมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากบทลงโทษด้วยการเปรียบเทียบปรับในปัจจุบันมีมูลค่าต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้าที่ลักลอบซื้อขายกัน

3. พัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในการจำแนกพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้การตรวจสอบเพื่อจับกุมหรือการอนุญาตให้ค้าพันธุ์พืชและสัตว์เป็นไปได้อย่างราบรื่น

4. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปและผู้เกี่ยวข้องทราบถึงความสำคัญของทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชพรรณจากป่า เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากพืชและสัตว์ป่าอย่างยั่งยืนและได้รับประโยชน์จากอนุสัญญา CITES อย่างเต็มที่





อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.ryt9.com/s/ryt9/251162






สนธิสัญญาริโอ

สนธิสัญญาริโอ


      เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1947 สหรัฐอเมริกา และประเทศต่าง ๆ ในละตินอเมริกา ยกเว้นประเทศนิคารากัวและอีเควดอร์ ได้ตกลงทำสนธิสัญญาระหว่างรัฐในอเมริกาด้วยกัน ณ กรุงริโอเดจาเนโร เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า สนธิสัญญาริโอ ประเทศเหล่านั้นต่างมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือกันอย่างมีประสิทธิผล ถ้าหากรัฐในอเมริกาหนึ่งใดถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธหรือถูกคุกคามจาการรุกรานต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1948 ได้มีการจัดตั้งองค์การของรัฐอเมริกัน (Organization of American States) ขึ้น ณ กรุงโบโกตา ประเทศโบลิเวีย ประกอบด้วยรัฐต่าง ๆ ในอเมริการวม 21 ประเทศ ยกเว้นประเทศแคนาดา เพื่อดำเนินการให้เป็นผลตามสนธิสัญญาริโอ และจัดวางระบบการรักษาความมั่นคงร่วมกันขึ้น กฎบัตร (Charter) ขององค์การได้มีผลบังคับให้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1951องค์การโอเอเอสนี้ เป็นองค์การส่วนภูมิภาคแห่งหนึ่ง ภายในกรอบของสหประชาชาติ ประเทศสมาชิกต่างปฏิญาณร่วมกันที่จะทำการธำรงรักษากระชับสันติภาพ ตลอดจนความมั่นคงในทวีปอเมริกา เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุแห่งความยุ่งยากใด ๆ และต้องการระงับกรณีพิพาทที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันโดยสันติวิธี อนึ่ง ถ้าหากมีการรุกรานเกิดขึ้นก็จะมีการปฏิบัติการร่วมกัน นอกจากนี้ ยังจะหาทางระงับปัญญาหาทางการเมือง ทางการศาล และทางเศรษฐกิจ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างประเทศสมาชิก พร้อมทั้งจะพยายามร่วมกัน ในการหาหนทางส่งเสริมพัฒนาการทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม สำนักงานใหญ่ขององค์การโอเอเอสตั้งอยู่ ณ กรุงวอชิงตันดีซี นครหลวงของสหรัฐอเมริกา





     ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2491 เป็นองค์กรความร่วมมือในทวีปอเมริกาและ แคริบเบียน ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านการเมืองในทวีปอเมริกา และในปัจจุบันได้ขยายบทบาทเน้นหนักความร่วมมือเพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการร่วมมือป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและคอรัปชั่น ประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 35 ประเทศ ประเทศผู้สังเกตการณ์ 45 ประเทศ โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวรของ OAS เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541 (ประเทศสมาชิกดูที่ FTAA)


     จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2506 ที่กรุงแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย ปัจจุบัน OAU มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 52 ประเทศ


" เป็นความช่วยเหลือของภาครัฐบาลที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ มาตรฐานความ เป็นอยู่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสถาบันต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาประกอบด้วยความช่วยเหลือ 3 ด้านหลัก คือ ความช่วยเหลือให้เปล่า ความร่วมมือทางวิชาการ และเงินกู้ "



อ้างอิงข้อมูลจาก
http://www.mfa.go.th/dvifa/th/code?c=o















สนธิสัญญากรุงโรม

สนธิสัญญากรุงโรม


มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสนธิสัญญาจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเป็นความตกลงระหว่างประเทศซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1958 มีการลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1957 โดยเบลเยียม ฝรั่งเศส อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์และเยอรมนีตะวันตก คำว่า "เศรษฐกิจ" ถูกลบออกจากชื่อสนธิสัญญา โดยสนธิสัญญามาสตริกต์ ใน ค.ศ. 1993 และสนธิสัญญาดังกล่าวเปลี่ยนใหม่เป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการทำหน้าที่ของสหภาพยุโรป เมื่อสนธิสัญญาลิสบอนมามีผลใช้บังคับใน ค.ศ. 2009
ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเสนอให้ค่อยๆ ปรับภาษีศุลกากรลดลง และจัดตั้งสหภาพศุลกากร มีการเสนอใช้จัดตั้งตลาดร่วมสินค้า แรงงาน บริการและทุนภายในรัฐสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และยังได้เสนอให้จัดตั้งนโยบายการขนส่งและเกษตรร่วมและกองทุนสังคมยุโรป สนธิสัญญายังได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการยุโรป



จากสนธิสัญญากรุงโรมเป็นสหภาพยุโรป
เมื่อหวนมองดู 60 ปีแห่งการรวมยุโรปเป็นเอกภาพ สามารถเห็นได้ว่า  ยุโรปได้มีก้าวพัฒนาที่สำคัญและการถอดบทเรียนอย่างมากมาย โดยหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง การเมืองในภูมิภาคยุโรปได้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษที่ยุโรปไม่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของโลก ในขณะเดียวกัน ได้มีการจัดทำสนธิสัญญาโรมที่เปิดทางให้แก่การก้าวไปสู่สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาในยุโรป โดยสนธิสัญญาโรมเริ่มจากความคิดริเริ่มเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีตามข้อเสนอของนาย Robert Schumann รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 1950 เพื่อยุติความเป็นอริผ่านการจัดตั้งกลไกการบริหารการผลิตและใช้ประโยชน์จากถ่านหินและเหล็กร่วมกัน ซึ่งเปิดทางให้ทุกประเทศสมาชิกอียูเข้าร่วม
แนวคิดจัดทำสนธิสัญญาโรมคือแนวคิดแห่งการปฏิวัติเนื่องจากในขณะนั้นไม่มีรูปแบบความร่วมมือระหว่างประเทศใดๆที่อาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก แม้กระทั่งแผนการรวมยุโรปเป็นเอกภาพ ซึ่งเป็นแผนการที่มีความทะเยอทะยานและต้องใช้เวลาเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเอกภาพด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคมปี 1957 ได้มีการจัดตั้งประชาคมยุโรปอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้สร้างพื้นฐานให้แก่การพัฒนาอียูในปัจจุบัน ต่อมาในปี 1970 และปี 1980 ยุโรปได้มีพัฒนาการทั้งขอบเขตและคุณภาพ โดยจำนวนประเทศสมาชิกได้เพิ่มขึ้นจาก 6 ประเทศเป็น 12 ประเทศและพัฒนาจากสหภาพภาษีศุลกากรเป็นตลาดเดียว รวมทั้งให้คำมั่นเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนสินค้า การหมุนเวียนเงินทุน การบริการและแรงงานอย่างเสรีภายในกลุ่มและตั้งเป้าหมายว่า จะจัดตั้งสหภาพเศรษฐกิจ-การเงินยุโรป ซึ่งหลังช่วงสงครามเย็น ประชาคมยุโรปได้พัฒนาเป็นสหภาพยุโรปรวม 28 ประเทศสมาชิก ทั้งนี้ อียูได้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยสมาชิกอียูครึ่งหนึ่งได้ใช้เงินสกุลยูโร



จากความมุ่งมั่นในการจัดทำสนธิสัญญาโรมเมื่อ 60ปีก่อน อียูต้องพัฒนา 3 เสาหลักได้แก่ความมั่นคง การเมืองและเศรษฐกิจภายใต้ระเบียบการและกฎหมายของกลุ่ม ซึ่งผลสำเร็จในการรวมยุโรปเป็นเอกภาพในปัจจุบันคือผลงานที่น่าภาคภูมิใจ แต่ประชาชนยุโรปกำลังมีความวิตกกังวล แม้กระทั่งการมองของประชาคมโลกในแง่ลบต่ออนาคตของกลุ่มนี้เนื่องจากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เช่น วิกฤตหนี้สาธารณะที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอียูอยู่ในภาวะซบเซา การที่อังกฤษถอนตัวออกจากอียู หรือ Brexit ซึ่งทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับอนาคตของกลุ่ม ปัญหากระแสผู้อพยพเข้ายุโรปที่สร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเป็นเอกภาพของยุโรป ปัญหาที่ยังคงให้ศาสนาคริสต์เป็นหลักหรือการยอมรับศาสนาอิสลามเข้ามาผสมผสาน รวมถึงการรับตุรกีเป็นสมาชิกและปัญหาผู้อพยพมุสลิมที่นับวันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัญหาต่างๆดังกล่าวล้วนเป็นคำถามที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้  ส่วนการที่นาย ฌอง-โคลด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมการยุโรปได้ประกาศว่า จะไม่ลงสมัครประธานคณะกรรมการยุโรปอีกสมัยนั้นแสดงให้เห็นว่า บรรดาผู้นำอียูยังไม่มีความมั่นใจต่ออนาคตของกลุ่มและเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการยุติบทบาทของนักการเมืองที่มีบทบาทมาตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งประชาคมยุโรป



อ้างอิงข้อมูลจาก
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/747098

สนธิสัญญาโตเกียว

สนธิสัญญาโตเกียว


     ต่อท้ายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) กำหนดพันธกรณีผูกพันต่อประเทศอุตสาหกรรมให้ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก UNFCCC เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรลุ "เสถียรภาพความเข้มข้นของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศที่ระดับซึ่งจะป้องกันการรบกวนอันตรายจากน้ำมือมนุษย์กับระบบภูมิอากาศ"

     พิธีสารเกียวโตมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 ในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และมามีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จนถึงเดือนกันยายน 2554 มี 191 รัฐลงนามและให้สัตยาบันพิธีสารฯ สหรัฐอเมริกาลงนามแต่มิได้ให้สัตยาบันพิธีสารฯ และแคนาดาถอนตัวจากพิธีสารฯ ในปี 2554 รัฐสมาชิกสหประชาชาติอื่นซึ่งมิได้ให้สัตยาบันพิธีสารฯ ได้แก่ อัฟกานิสถาน อันดอร์ราและเซาท์ซูดาน
ภายใต้พิธีสารฯ 37 ประเทศอุตสาหกรรม และประชาคมยุโรปในขณะนั้น ("ภาคีภาคผนวกที่ 1") ผูกมัดตนเองให้จำกัดหรือลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกสี่ชนิด (คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์และซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์) และแก๊สสองกลุ่ม (ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนและเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน)
พิธีสารฯ อนุญาตให้มี "กลไกยืดหยุ่น" หลายข้อ เช่น การค้าขายแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจก กลไกการพัฒนาที่สะอาด และการดำเนินการร่วมกันเพื่อให้ประเทศภาคผนวกที่ 1 สามารถรักษาการจำกัดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกโดยการซื้อเครดิตลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากที่อื่น ผ่านการแลกเปลี่ยนทางการเงิน โครงการซึ่งลดการปล่อยในประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 จากประเทศอื่นในภาคผนวกที่ 1 หรือจากประเทศภาคผนวกที่ 1 ซึ่งมีเงินช่วยเหลือเกิน

ประเทศภาคผนวกที่ 1 แต่ละประเทศถูกกำหนดให้ต้องส่งรายงานประจำปีแสดงบัญชีการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากน้ำมือมนุษย์จากแหล่งต่าง ๆ และการนำออกจากแหล่งกักเก็บภายใต้ UNFCCC และพิธีสารเกียวโต ประเทศเหล่านี้เสนอชื่อบุคคลเพื่อสร้างและจัดการบัญชีแก๊สเรือนกระจกของประเทศนั้น ๆ เรียกว่า "หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐ" (designated national authority) แทบทุกประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ยังได้ตั้งหน่วยงานผู้มีอนำาจของรัฐเพื่อจัดการข้อผูกมัดตามพิธีสารเกียวโตด้วย หรือโดยเฉพาะ "ขบวนการกลไกพัฒนาที่สะอาด" ซึ่งกำหนดว่าโครงการแก๊สเรือนกระจกใดที่ต้องการเสนอเพื่อให้ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด

ที่การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โดฮาในปี 2555 ภาคีพิธีสารเกียวโตตกลงระยะผูกมัดการลดการปล่อยที่สองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งเกิดขึ้นในรูปของการแก้ไขพิธีสารฯ 37 ประเทศซึ่งมีเป้าหมายผูกพันในระยะผูกมัดที่สอง ได้แก่ ออสเตรเลีย รัฐสมาชิกสหภาพยุโรปทุกรัฐ เบลารุส โครเอเชีย ไอซ์แลนด์ คาซัคสถาน นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์และยูเครน เมื่อรวมกันแล้ว ประเทศเหล่านี้จะลดการปล่อยร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับระดับเมื่อปี 2533 ระหว่างปี 2556-2563 เป้าหมายอาจปรับเพิ่มขึ้นในปี 2557 เป้าหมายการปล่อยที่ระบุไว้ในระยะผูกมัดที่สองจะมีผลต่อการปล่อยแก๊สเรือนกระจกของโลกราวร้อยละ 15 ภาคีภาคผนวกที่ 1 หลายรัฐซึ่งเข้าร่วมในพิธีสารเกียวโตรอบแรกมิได้รับเป้าหมายใหม่ในระยะผูกมัดที่สอง ได้แก่ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และรัสเซีย ภาคีภาคผนวกที่ 1 อื่นซึ่งไม่มีเป้าหมายรอบสอง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (ซึ่งไม่เคยเป็นสมาชิกของพิธีสารฯ) และแคนาดา (ซึ่งถอนตัวจากพิธีสารเกียวโต มีผลบังคับปี 2555)


เป้าหมาย
กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (ตามภาคผนวก 1) ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ ก๊าซในกลุ่มไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน(HFCs) และเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) ในปี พ.ศ. 2553 ลง 5.2% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2533..

ประเทศในภาคผนวก 1 
คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา รัสเซีย ญี่ปุ่นเป็นต้น ประเทศในภาคผนวก 1 ส่วนใหญ่ให้สัตยาบันแล้ว แต่ยังคงมีประเทศที่ลงนามในสัญญาแต่ยังไม่มีการให้สัตยาบัน คือสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ทำให้เป็นที่วิตกกังวลกันว่าการดำเนินการจะไม่ได้ผลเนื่องจากประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกานั้น ยังไม่มีทีท่าว่าสภาคองเกรสจะให้สัตยาบัน โดยให้เหตุผลว่าจะกระทบอุตสาหกรรมของประเทศ


สนธิสัญญาโตเกียวกับประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศนอกภาคผนวก 1 ซึ่งไม่มีผลบังคับประเทศไทยซึ่งได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตแล้วเมื่อ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545เป็นเรื่องของกลไกการพัฒนาที่สะอาดซึ่งเราสามารถเลือกร่วมโครงการได้ตามความสมัครใจ โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักแห่งชาติ (National Focal Point) ของอนุสัญญาและพิธีสาร




อ้างอิงข้อมูลจาก
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/747098